1/05/2555

การประชาสัมพันธ์ศาล

การประชาสัมพันธ์ศาล
                                                             โดย....โสต    สุตานันท์

                         สืบเนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง  “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสังคมด้วยกระบวนทัศน์ใหม่”  ซึ่งจัดโดยสถาบันรพีพัฒนศักดิ์  ในช่วงระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕   พฤศจิกายน  ๒๕๕๒  ที่ผ่านมา  ปรากฏว่า  มีผู้เข้าร่วมประชุมมาจากหลายหน่วยงาน  ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระบวนการยุติธรรมโดยตรง  อันได้แก่ ตำรวจ  อัยการ  ศาลยุติธรรม  ศาลปกครอง    ทนายความ   คุมประพฤติ  และจากหน่วยงานหรือองค์กรเอกชนอื่น ๆเช่น   กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (ก.บ.ข.)  โครงการ  สสส.   มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม  มูลนิธิเด็ก  องค์กรต่าง ๆที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ฯลฯ เป็นต้น   
         ทั้งนี้  ลักษณะการประชุมจะเน้นการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมประชุม  ไม่เน้นรูปแบบการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ   แต่จะมีวิทยากรชาวต่างประเทศที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการพัฒนาองค์กรที่ทันสมัย  เป็นผู้นำการพูดคุยด้วยเทคนิคการแลกเปลี่ยน และอภิปรายร่วมกันแบบ  World  Café  Caravan  และ Open   Space   Technology   ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างกระบวนทัศน์แบบใหม่อันเป็นที่นิยมในระบบบริหารงานแบบใหม่ในระดับสากล
               บทความนี้  ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระที่มีการประชุมสัมมนากัน    แต่ประเด็นที่อยากจะนำมาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกับท่านผู้อ่านก็คือ   ปัญหาเกี่ยวกับภาพพจน์มุมมองหรือความรู้สึกของผู้คนในองค์กรอื่น  รวมทั้งประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมของเรา    ทั้งนี้  เพราะเหตุว่า   โดยลักษณะรูปแบบของการประชุมสัมมนาตามวิธีการดังกล่าว  ได้ก่อให้เกิดการถกเถียง  อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นระหว่างกันอย่างเปิดกว้าง  ชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องเกรงใจกัน  เพราะมีกฎกติกาสำคัญข้อหนึ่งคือ  ให้ทุกคนถอดหัวโขนออกให้หมด   ดังนั้น  ในระหว่างการประชุมสัมมนา รวมทั้งลูกติดพันที่นำไปถกเถียงกันต่อนอกเวลา  ผู้เขียนจึงได้ยินได้ฟังทัศนคติหรือแง่คิดมุมมองของผู้ร่วมประชุมที่มีต่อศาลยุติธรรมอย่างหลากหลาย  ซึ่งก็มีทั้งคำติและคำชม   แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งก็คือ  มีข้อตำหนิติติงหลายเรื่อง  ที่เป็นความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไป  ซึ่งผู้เขียนก็ได้พยายามหาโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมประชุมตามแต่จังหวะเวลาจะเอื้ออำนวยและตามกำลังสติปัญญาอันจำกัดที่ผู้เขียนมีอยู่
            โอกาสนี้  จึงขอนำข้อตำหนิติติงและคำอธิบายชี้แจงของผู้เขียนที่มีต่อผู้เข้าร่วมประชุมในบางเรื่องบางประเด็น  มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ คือ 
            ๑.)   ความสัมพันธ์ระหว่างศาลกับประชาชน 
                    มีผู้เข้าร่วมประชุมหลายคน แสดงความเห็นว่า  ศาลไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเหมือนฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ   พร้อมทั้งมีข้อเสนอว่า  น่าจะให้ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งผู้เขียนก็ได้ชี้แจงให้ความเห็นไปว่า   คำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ได้หมายถึง  การเลือกตั้งเท่านั้น  อีกทั้งการกำหนดคุณสมบัติและขั้นตอน  วิธีการในการให้ได้มาซึ่งตำแหน่งผู้พิพากษา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในสังกัดศาลยุติธรรมทุกคน  ก็เป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออก  อย่างเช่น   ผู้พิพากษาต้องเรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต  เนติบัณฑิตไทย เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ โดยต้องผ่านการทดสอบความรู้ตามมาตรฐานที่กำหนด และต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย ฯลฯ ดังนั้น  หากใครต้องการเป็นผู้พิพากษาก็ต้องไปศึกษาเรียนรู้   ผ่านการทดสอบและการตรวจสอบคุณสมบัติตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายดังกล่าว  และเมื่อเข้าไปทำหน้าที่แล้ว  ก็ยังต้องถูกควบคุมตรวจสอบการทำงานตามกฎกติกาของกฎหมายที่ออกโดยผู้แทนปวงชนอีกเช่นกัน แล้วอย่างนี้  จะมากล่าวหากันว่า  ศาลไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนได้อย่างไร
               สำหรับข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษานั้น  ผู้เขียนเห็นว่า    ความสำคัญสูงสุดของสถาบันศาลอยู่ที่การได้รับความยอมรับนับถือหรือความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชน   องค์กรหรือสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมหากจะมีปัญหาในเรื่องความรู้ความสามารถ    ความซื่อสัตย์สุจริตหรือความยุติธรรม  ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไปบ้าง   สังคมก็ยังพอทำใจทนรับได้  เพราะอย่างน้อยที่สุดสังคมก็ยังมีความรู้สึกว่า   ยังมีศาลสถิตยุติธรรมอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน    แต่ถ้าหากวันใด  ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจ  รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในบทบาทหน้าที่ของศาลแล้ว  เชื่อได้เลยว่าสังคมนั้นจะสับสนวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย  ๆ และคงจะล่มสลายไปในที่สุด   ต้องยอมรับความจริงกันว่า  โดยธรรมชาติของการเลือกตั้ง  ต้องมีคำว่า อุปถัมภ์  มีคำว่า ฐานเสียงตามมา  ผลก็คือ  ปัญหาเรื่องความเป็นกลางหรือความเชื่อมั่นศรัทธาในความเที่ยงตรงที่ประชาชนจะพึงมีต่อศาล   นอกจากนั้น  จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา   บรรดาผู้มีอำนาจอิทธิพลและเหล่านักการเมืองขี้ฉ้อทั้งหลายย่อมรู้ดีว่า  ศาลเป็นศัตรูหรือปัญหาสำหรับชีวิตเขา   หากเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษาเมื่อใด    ย่อมแน่นอนว่า  พวกเขาเหล่านั้นต้องพยายามแทรกแซงหรือส่งนอร์มินีเข้ามาอยู่ในศาล   ถึงตอนนั้น   กล่องขนมบรรจุเงินล้านก็คงจะตกอยู่เกลื่อนศาล  และความอยุติธรรมก็คงจะแผ่ปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า
            ๒.)  ระบบคานดุลตรวจสอบการทำงานของศาล  
                  มีผู้ให้ความเห็นว่า  ศาลทำงานอย่างเป็นเอกเทศ  ไม่มีกลไกในการคานดุลตรวจสอบเลย  ประเด็นนี้  ผู้เขียนได้ชี้แจงไปว่า  ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น  โดยกระบวนการของระบบ  ต้องถือว่า  ถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาแทบจะทุกขั้นตอนก็ว่าได้    อย่างเช่น   การสืบพยานก็ต้องดำเนินการโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความทุกฝ่ายและประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าไปดูได้   การสั่งคำร้อง  คำขอ หรือการใช้ดุลพินิจสั่งการในเรื่องต่าง ๆคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบสำนวนได้เสมอ   นอกจากนั้น    ยังมีการคานดุลตรวจสอบกันเอง  ไม่ว่าจะโดยองค์คณะ  การตรวจร่างคำพิพากษาของอธิบดี  รวมทั้งระบบทบทวนตรวจสอบจากศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาอีก   ในส่วนของการบริหารงานบุคคล ก็มีระบบตรวจสอบโดยเข้มงวดจากคณะกรมการตุลาการ (ก.ต.)  ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาทั้งประเทศ     ซึ่งก็มีบางคนโต้แย้งว่า  กรณีการคานดุลตรวจสอบโดยคู่ความและประชาชนโดยเฉพาะในห้องพิจารณาคดีนั้น  เป็นเพียงรูปแบบพิธีการเท่านั้น  ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง ไม่มีใครกล้าโต้แย้งการใช้อำนาจหรือดุลพินิจของศาล  ซึ่งผู้เขียนก็ตั้งข้อสังเกตไปว่า  นั่นไม่ใช่ปัญหาของระบบ  แต่เป็นปัญหาในเรื่องของคน  หากคู่ความไม่ว่าจะเป็นตัวความหรือทนาย และบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้อง  มีความรู้ความเข้าใจในระบบหรือกฎเกณฑ์กติกาของกฎหมายเป็นอย่างดี  ไปศาลด้วยมือที่บริสุทธิ์ และรู้จักปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองอย่างมีเหตุผล  ระบบการคานดุลตรวจสอบย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอัตโนมัติ  ปัญหาอยู่ที่คน ก็ต้องแก้ที่คน  ไม่ใช่ไปโทษระบบ 
            ๓.)  การพิจารณาพิพากษาคดีแตกต่างกัน   
              มีคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่งว่า  ทำไมคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดเหมือนกัน เช่น  คดีฉีกบัตรเลือกตั้ง  แต่ละศาลจึงตัดสินไม่เหมือนกัน บางศาลก็ลงโทษ บางศาลก็ยกฟ้อง  บางศาลจำคุกโดยไม่รอ บางศาลให้รอการลงโทษไว้   ผู้เขียนได้ชี้แจงตอบไปว่า   การพิจารณาพิพากษาคดี จะมีสาระสำคัญอยู่  ๓ ส่วน คือ  การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง  การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย  และการใช้ดุลพินิจลงโทษ  กรณีปัญหาข้อเท็จจริงนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่คดีแต่ละเรื่องจะมีข้อเท็จจริงเหมือนกันหมด  เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง บางกรณีอาจจะเป็นการฉีกบัตรที่ยังไม่ได้กาในช่องลงคะแนน  บางกรณีอาจกาแล้ว  บางกรณีอาจฉีกต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือในคูหาเลือกตั้ง แต่บางกรณีอาจเก็บใส่กระเป๋าไปฉีกในห้องน้ำ  บางกรณีฉีกเพราะกาผิดและจะขอบัตรไปกาใหม่  บางทีก็ฉีกเพราะเมาสุราหรือเพราะโกรธใครบางคน ฯลฯ  ดังนั้น การวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา   สำหรับปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย  ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกันที่นักกฎหมายจะมีความเห็นแตกต่างกัน  มิฉะนั้น จะมีศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไว้ทำไม   ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ดุลพินิจลงโทษ  ผู้เขียนได้แสดงความเห็นแบบทีเล่นทีจริงว่า   ผู้พิพากษาจะตัดสินคดีอย่างไร  ขึ้นอยู่กับว่า  ผู้พิพากษาท่านนั้นกินข้าวเช้ากับอะไร   ซึ่งหมายถึงว่า  ประสบการณ์ชีวิตหรืออดีตที่มาของผู้พิพากษา ย่อมส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจตัดสินคดีของผู้พิพากษาท่านนั้น ๆ  ซึ่งไม่มีผิด ไม่มีถูก  แต่ศาลก็มีระบบคานดุลตรวจสอบการใช้ดุลพินิจโดยกำหนดให้มีบัญชีอัตราโทษ (ยี่ต๊อก)  องค์คณะ  อธิบดี และศาลสูงอีก ๒ ศาล
            ๔.)  บทบาทของศาลในการเสนอร่างกฎหมาย   
                    สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา  ๑๔๒  บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติได้  ซึ่งมีบางคนไม่เห็นด้วย   โดยมีเหตุผลสำคัญ  ๓   ประการ คือ  
                                 ประการแรก -  ผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ
                    ประการที่สอง  - เกรงว่าศาลจะเสนอให้แก้ไขกฎหมายโดยมีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ขององค์กรตนเองเป็นสำคัญมากยิ่งกว่าผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมหรืออาจมีเจตนาซ่อนเร้นอื่นใดแอบแฝง
                    ประการที่สาม - ไม่มีประเทศใดในโลกที่ให้อำนาจศาลทำเช่นนั้นได้  
         ผู้เขียนได้แสดงความเห็นไป ดังนี้  คือ
                    ประการแรก  - กรณีเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ  ผู้เขียนเห็นว่า  การแก้ไขปัญหาต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน ในความเป็นจริงแล้วการใช้อำนาจของทั้งสามฝ่ายย่อมไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด    ต้องมีความเชื่อมโยง  สอดคล้อง สนับสนุน และคานดุลตรวจสอบซึ่งกันและกัน   อาจกล่าวได้ว่า   รัฐธรรมนูญเป็นศูนย์รวมหรือเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างอำนาจทั้งสามฝ่ายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ส่วนการแบ่งแยกการใช้อำนาจของแต่ละฝ่ายนั้น    ก็มีจุดประสงค์เพียงเพื่อประโยชน์  เพื่อความสะดวก ในการบริหารประเทศเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า  แต่ละฝ่ายเป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกันเลย      องค์กรศาลถือเป็นผู้ใช้กฎหมายโดยตรง  จึงย่อมรู้ดีว่า  กฎหมายแต่ละฉบับมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร  ส่งเสริมสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน   การให้ศาลมีส่วนในการร่างหรือคิดริเริ่มแก้ไขปรับปรุงกฎหมายจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อส่วนรวม
                        ประการที่สอง -  กรณีหวั่นเกรงกันว่า ศาลจะใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบ   ผู้เขียนเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว  อำนาจในการตัดสินใจที่จะให้กฎหมายมีผลบังคับใช้หรือไม่  ก็ยังอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่ดี 
                        ประการที่สาม  -  ประเด็นเรื่องตัวอย่างกฎหมายของต่างประเทศ   ผู้เขียนเห็นว่า  แนวคิด ความเห็นดังกล่าว  ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของสังคมไทยที่มักจะไม่เชื่อมั่นในภูมิปัญญาแนวคิดของคนไทยด้วยกันเอง  ในทางตรงกันข้ามกลับไปให้ความสำคัญกับแนวความคิดความเห็นของผู้คนในต่างประเทศมากยิ่งกว่า    สิ่งไหนที่เขาทำเขามีก็มักจะคิดว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ควรเอาแบบอย่างปฏิบัติตาม แต่ถ้าเขายังไม่ทำไม่มีก็มักจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า  น่าจะมีปัญหา  หากใครคิดริเริ่มเสนอขึ้นมาก็จะคัดค้านทันที  โดยไม่ได้คิดศึกษาตรวจสอบเพื่อให้รู้เขา – รู้เรา อย่างถ่องแท้ชัดเจนเสียก่อน   ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีจุดเริ่มต้นเสมอ  แล้วทำไมเราไม่แสดงความเป็นผู้นำด้วยการคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆขึ้นมา และให้คนอื่นเขาเดินตามบ้างล่ะ ทำไมต้องคอยเดินตามคนอื่นเขาอยู่ร่ำไป
        ๕.)  การพิจารณาคดีล่าช้า อีกทั้งผู้พิพากษาก็ดุ
                     ปัญหาทั้ง ๒ เรื่องนี้ รู้สึกจะได้ยินบ่อยครั้งมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่า ไม่รู้จะชี้แจงหรืออธิบายอย่างไรดี   จึงทำได้เพียงแค่เล่นมุกตลกแบบฝืด ๆไปว่า  เหตุที่คดีล่าช้า  ก็เนื่องจากประชาชนอยากทะเลาะขัดแย้งกันเอง  ทำให้มีคดีจำนวนมาก แล้วจะมาโทษศาลฝ่ายเดียวได้อย่างไร  อีกทั้งศาลต้องพิถีพิถัน ตัดแต่ง ประดิษฐ์ประดอยคำพิพากษาให้มีความสมบูรณ์สวยงามและถูกต้องเป็นธรรมให้มากที่สุด จึงต้องใช้เวลาบ้างเป็นธรรมดา    ส่วนเรื่องผู้พิพากษาดุนั้น  ก็เนื่องจากท่านคงจะเข้มงวด กวดขัน เอาจริงเอาจัง และคาดหวังกับการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนมากเกินไป จึงก่อให้เกิดความเครียด และบางครั้งบางที เมื่อท่านเห็นว่า  บุคคลใดไม่ให้ความร่วมมือหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการอำนวยความยุติธรรม  ก็อาจจะอารมณ์เสีย  พลั้งเผลอดุด่าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าท่านมีเจตนาดี
                   ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของปัญหาที่ผู้เขียนได้รับรู้รับทราบมาจากการประชุมสัมมนาในช่วงเวลาสั้น ๆ  นอกจากนั้น  ยังมีปัญหาสำคัญในเรื่องอื่น ๆอีกมากมายที่ผู้เขียนเคยได้ยินได้ฟังมาจากแหล่งข้อมูลอื่น  ซึ่งบางครั้ง บางทีก็รู้สึกตกใจอย่างมาก ที่พบว่าประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายหรือบทบาทหน้าที่ของศาลเลย  แม้แต่เรื่องสำคัญใกล้ตัวที่ประชาชนทั่วไปควรจะพึงทราบ   ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิด ๆและมีทัศนคติในภาพลบต่อองค์กรศาล   อีกทั้ง  ยังเปิดช่องเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดี บิดเบือนข้อมูลต่อประชาชน เพื่อหวังผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในทางการเมือง  อย่างเช่น  เคยมีนักข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง  อ่านข่าวกรณีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตในสี่จังหวัดภาคใต้ว่า  ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้อง  และผู้เขียนเคยได้ยินนักจัดรายการวิทยุคนหนึ่งพูดว่า   ขณะนี้ศาลได้มีคำสั่งให้ปิดสถานีของเราแล้ว ซึ่งจริง ๆแล้ว น่าจะเป็นเรื่องคำสั่งในทางปกครอง  หรือประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวการพิจารณาคดีอาญาต่อหน้าจำเลย ซึ่งผู้เขียนเคยอ่านบทสัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์ของนักการเมืองคนหนึ่งที่หลบหนีคดีหมิ่นสถาบันฯอยู่ต่างประเทศ  โดยเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า   มีการพยายามถ่วงคดีของเขาให้ล่าช้า  อยากให้คดีจบเร็ว ๆจะได้กลับมาต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในเมืองไทย  ก็คุณไม่กลับมาแล้วมันจะจบได้อย่างไร  ฯลฯ   
            จากสภาพปัญหาดังกล่าว  ผู้เขียนจึงเห็นว่า  มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลเราต้องให้ความสำคัญกับงานด้านประชาสัมพันธ์และจะต้องปฏิบัติการในเชิงรุกให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่  ทั้งนี้ เพื่อจะได้ลดภาพลบและสร้างภาพบวกในสายตาของประชาชนที่มีต่อศาล โจทก์ก็คือว่า  จะมีวิธีการแนวทางอย่างไร  เพื่อให้การประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
            ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ ปยุตโต)  เคยแสดงธรรมเทศนาไว้ จับใจความสาระสำคัญได้ว่า   การที่คนอื่นมาพูดด่าว่าหรือตำหนิติเตียนเรา   เราต้องรับฟังอย่างตั้งใจและนึกขอบคุณเขา  เพราะกว่าเขาจะคิดค้นเสาะหาข้อบกพร่องหรือสิ่งไม่ดีในตัวเราได้ บางครั้งต้องอดหลับอดนอนใช้เวลาหลายวันหลายคืน  เราต้องนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์  ด้วยการนำไปพินิจพิจารณาโดยละเอียด   สิ่งไหนที่เห็นว่าเขาเข้าใจผิด คิดคลาดเคลื่อนไป  ก็หาโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในจังหวะเวลาที่เหมาะสม  แต่ถ้าสิ่งไหนเป็นความจริง  เราก็ต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น    จากแง่คิดคำสอนดังกล่าว   หากนำมาปรับใช้กับการประชาสัมพันธ์ ก็จะเห็นได้ว่า  การประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ต้องกอปรด้วยทั้งสองทาง คือ การประชาสัมพันธ์ภายนอกและการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร  กรณีการประชาสัมพันธ์ภายนอกก็คือ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับองค์กรให้สาธารณะชนได้รับทราบ  ซึ่งควรยึดหลักการแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา คือ   พูดความจริง  มีประโยชน์  ถูกกาลเทศะ และมีเมตตา  ส่วนการประชาสัมพันธ์ภายใน ก็หมายถึง  การนำภาพสะท้อนหรือมุมมองความเห็นจากบุคคลภายนอก  มาเผยแพร่ให้คนภายในองค์กรได้รับรู้  เพื่อจะได้ช่วยกันคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาองค์กร   ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่า   การแสดงความจงรักภักดีต่อองค์กรที่ดีที่สุดก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์องค์กร เพื่อคนในองค์กรจะได้รู้ตัวว่า  ประชาชนคิดอย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน อันจะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆขึ้นไป   แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ  การวิพากษ์วิจารณ์นั้นต้องเป็นไปในลักษณะที่สร้างสรรค์และหากไม่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างแท้จริง  ก็ควรจะพูดจากันภายในบ้านระหว่างหมู่พวกเรากันเอง  ไม่ควรจะโพนทะนา ป่าวประกาศให้ชาวบ้านเขารับรู้ โดยต้องถือคติที่ว่า ไฟในอย่างนำออก ไฟนอกอย่านำเข้า     ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งต่าง ๆดังที่กล่าวมา จะเกิดขึ้นได้ผู้บริหารองค์กรต้องมีแนวนโยบายที่ชัดเจน   ต้องสร้างระบบงานประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ ทั้งการประชาสัมพันธ์ภายนอกและการประชาสัมพันธ์ภายใน  ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มีเวทีแสดงความคิดความเห็นของสมาชิกในองค์กรอย่างหลากหลายและกว้างขวาง และที่สำคัญสูงสุดก็คือ ต้องได้รับความร่วมแรง ร่วมใจจากสมาชิกในองค์กร  เพราะท้ายที่สุดแล้ว  ผู้ที่สามารถทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์องค์กรได้ดีที่สุด ก็คือ ทุกคนในองค์กรนั่นเอง./ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น